ความเป็นมาของการทำโครงงาน : เนื่องจากการเรียนในวิชาประวัติศาสตร์ ได้มอบหมายให้มีการศึกษาค้นคว้าสถานที่ที่เป็นประวัติศาสตร์ของจังหวัดสงขลา กลุ่มของข้าพเจ้าจึงได้พิจารณากันว่าจะศึกษาวัดจะทิ้งพระ ซึ่งอยู่อำเภอ สทิ้งพระ จังหวัดสงขลา เนื่องด้วยวัดจะทิ้งพระเป็นวัดที่มีประวัติน่าสนใจ มีมายาวนาน และด้วยมีสมาชิกในกลุ่มของข้าพเจ้ามีภูมิลำเนาในพื้นที่ดังกล่าว จึงทำให้กลุ่มของข้าพเจ้าเลือกศึกษาวัดจะทิ้งพระ.. .วัตถุประสงค์ของโครงงาน :
1. เพื่อศึกษาประวัติความเป็นมาของวัดจะทิ้งพระ
2. เพื่อให้เป็นแหล่งข้อมูลของผู้ที่ต้องการศึกษา
แผนผังโครงงานแบบตาราง
13 ก.ค. 53 ปรึกษาหารือเลือกสถานที่ (อาคารพวงทองฯ (411)) สมาชิกทุกคนในกลุ่ม
17 ก.ค. 53 ไปวัดจะทิ้งพระเพื่อหาข้อมูล และถ่ายรูป (วัดจะทิ้งพระ) สมาชิกทุกคนในกลุ่ม
สิงหาคม 53 รวบรวมข้อมูล และจัดพิมพ์ (บ้าน) พิชญาภา วงศ์หมัดทอง
7 ก.ย. 53 นำเสนอลง blog ( บ้าน ) พิชญาภา วงศ์หมัดทอง
ขั้นตอนการดำเนินการ :
1. ประชุมเลือกสถานที่ที่จะศึกษาค้นคว้า
2. ศึกษาหาข้อมูลวัดจะทิ้งพระ
3. ไปวัดจะทิ้งพระ เพื่อสอบถามหาข้อมูล และถ่ายรูป
4. เรียบเรียงข้อมูล และจัดพิมพ์
5. นำเสนอโครงงาน
ผลการศึกษา :

ในปี พ.ศ. 2467 สมัยเจ้าฟ้ากรมหลวงลพบุรีราเมศวร์ ดำรงตำแหน่งอุปราชปักษ์ใต้ ท่านได้มาตรวจราชการ จึงพิจารณาเห็นว่า การคมนาคมไม่สะดวกจึงยกกิ่งอำเภอระโนดขึ้นเป็นอำเภอ และลดฐานะอำเภอปละท่าเป็นกิ่งอำเภอขึ้นอยู่กับอำเภอเมืองสงขลา แล้วเปลี่ยนชื่อจากปละท่าเป็นจะทิ้งพระ ส่วนสาเหตุที่ชื่ออำเภอปละท่าต้องเปลี่ยนมาเป็นจะทิ้งพระนั้นสันนิษฐานว่า คงจะยึดเอาคำปลุกใจของชาวสทิงพระเมื่อคราวเกิดกบฏที่สงขลาว่า “พวกเราจะทิ้งพระเสียแล้ว” หรือคำพูดของนางเหมชลา ซึ่งต่อว่าพระทันตกุมารผู้เป็นน้องว่า “น้องจะทิ้งพระเสียแล้วหรือ” คำพูดที่มาต่างกรรมต่างวาระกันนี้ เชื่อกันว่ากลายมาเป็นชื่อของอำเภอจะทิ้งพระ ชื่อวัดและชื่อหมู่บ้านก็เปลี่ยนเป็นวัดจะทิ้งพระ และบ้านจะทิ้งพระ อำเภอจะทิ้งพระไปด้วย ครั้นต่อมาในวันที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2490 กระทรวงมหาดไทย จึงยกฐานะกิ่งอำเภอจะทิ้งพระขึ้นเป็นอำเภอจะทิ้งพระ และต่อมาอีก 14 ปี ได้มีพระราชกฤษฎีกาเปลี่ยนชื่ออำเภอจะทิ้งพระเป็นอำเภอสทิงพระ เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2504 โดยถือเอาตามชื่อสทิงปุระในสมัยโบราณนั่นเอง ผู้มีความรู้ในเชิงประวัติศาสตร์ สันนิษฐานว่า “จะทิ้งพระ” คงเพี้ยนกร่อนมาจากคำว่า “สทิงปุระ”
.jpg)
1. พระครูอโนมทัสสี
2. พระครูวินัยธรรม
3. พระครูสุข
4. พระครูวิจารณ์ศีลคุณ
5. พระครูพุทธกิจจารักษ์
6. พระครูประสาทศีลพรต
ท่านเจ้าอาวาสวัดจะทิ้งพระเหล่านี้ได้มุ่มเทกำลังกายกำลังความคิดอย่างเต็มความสามารถ เพื่อสร้างสรรค์ความเจริญรุ่งเรืองแก่วัดและพระพุทธศาสนาด้านต่างๆ เท่าที่ค้นคว้าหลักฐานและผลงานมา เช่น
พระครูอโนมทัสสี เคยไปศึกษาดูงานการพระศาสนาที่เกาะลังกาท่านได้ร่วมมือกับพระยาธรรมรังคัล สร้างพระเจดีย์องค์ใหญ่ขึ้น เมื่อ จ.ศ.799 เรียกว่า “พระมหาธาตุ” โดยสร้างตามแบบสถาปัตยกรรมการก่อสร้างเจดีย์ของลังกา นิยมเรียกว่า เจดีย์ฐานสิบสอง ปัจจุบันเจดีย์นี้ยังคงตั้งอยู่ใจกลางวัด
ท่านพระครูวิจารณ์ศีลคุณ มีความสามารถหลายด้าน เช่น
- ด้านการก่อสร้างท่านได้สร้างกุฏิ โบสถ์ ศาลาการเปรียญ หอระฆัง วิหารพุทธไสยาสน์ และบูรณปฏิสังขรณ์พระนอนให้มีขนาดยาวและใหญ่กว่าเดิม
- ด้านกวีนิพนธ์ ท่านมีความสามารถในการประพันธ์บทกลอนเรื่องที่ท่านแต่งขึ้นมาเรื่องหนึ่งชื่อ “ ลุงสอนหลาน ” เป็นเรื่องไพเราะ ขบขัน และให้คติสอนใจ เรื่องจะกำหนดให้ลุงเตือนหลานให้ทำแต่เรื่องอบายมุขทั้งนั้น การสอนแบบนี้เรียกว่าหนามยอกเอาหนามบ่ง
ตัวอย่างภาษิตลุงสอนหลาน....
- ข้อขอไหว้ครู แรกนานหายหู ไม่รู้ครั้งไหน
เป็นครูผู้เฒ่า ไม่เข้ากับใคร แกดีเหลือใจ
พ้นที่คณนา
-กินแล้วแกนอน ไม่ทุกข์ไม่ร้อน ด้วยสิ่งใดหนา
เมื่อคราวอยู่วัด แกหัดวิชา หมากรุกสกา
โปไพ่หลายอย่าง
- เล่นบ้าคว้าว่าว ยามเย็นยามเช้า กินเหล้าไปพลาง
ฉัดกร้อต่อนก หลายหนกหลายอย่าง ขี้คร้านการห่าง
มันสิ้นเพียงครู
- ออกมาอยู่บ้าน วิชาขี้คร้าน กับการแกไม่โส้
เห็นคนทำการ แกพาลพาโล โกรธาว่าโม่ห์
ชิงโร้กว่าคน
- คนพวกนี้ ขี้ร้ายไม่ดี มิเห็นเป็นผล
ไม่ตามคำครู ไม่ดูเยี่ยงคน อย่าให้มันจน
ให้มันมั่งมี
... ฯลฯ
วัดจะทิ้งพระถือเป็นวัดสำคัญคู่บ้านคู่เมืองประจำอำเภอสะทิ้งพระอยู่ทางทิศเหนือของที่ว่าการอำเภอสทิงพระ เป็นวัดเก่าแก่โบราณมาก เล่าว่าเจ้าเมืองสร้างวัดขึ้นเมื่อ พ.ศ.1482 โดยสมัยเจ้าเมืองชื่อ พระยากรงทองและได้สร้างพระมหาธาตุเจดีย์
.jpg)
แต่อย่างไรก็ดี วัดจะทิ้งเป็นวัดโบราณ มีโบราณวัตถุโบราณสถานสำคัญที่ควรศึกษา คือ...
1. เจดีย์พระศรีรัตนมหาธาตุ เป็นเจดีย์ก่ออิฐดินเผาและอิฐปะการังฐานเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส ย่อมุมไม้สิบสอง แต่ละด้านมีซุ้มพระ เป็นเจดีย์ทรงลังกา รูประฆังคว่ำหรือรูปโอ่งคว่ำ มีปลียอดแหลม อย่างเจดีย์พระบรมธาตุเมืองนครศรีธรรมราช แต่มีขนาดเล็กกว่า ทุกปีในวันเพ็ญเดือน 3 จะมีงานแห่ผ้าขึ้นห่มพระธาตุเจดีย์ ทอดผ้าป่ามาฆบูชา และแข่งขันมโนราห์กลางวัน เจดีย์มหาธาตุสูงจากฐานถึงยอด 20 เมตร ฐานกว้างด้านละ 17 เมตร เจดีย์นี้เป็นที่เคารพของคนทั่วไป และถือเป็นองค์พระแทนพระพุทธเจ้า
พระพุทธไสยาสน์ หรือพ่อเฒ่านอน ถือเป็นพระนอนที่ศักดิ์สิทธิ์ของวัดจะทิ้งพระ และประชาชนทั่วไปมีการมากราบไหว้ขอพร ให้ได้ในสิ่งที่ปรารถนา ปรากฎว่ามีนักเรียนหลายคนมาบนบานให้สอบได้เรียนจบการศึกษาสูงๆ และได้หน้าที่การงานที่ดี เป็นผลสำเร็จหลายราย มาปิดทองหรือซื้อผ้าห่มพ่อเฒ่านอนและบริจาคทรัพย์ไว้บูรณะวัดมิได้ขาด


1. ได้ทราบประวัติความเป็นมาของวัดจะทิ้งพระ
2. ได้ทราบเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ของ อ.สทิงพระ
วิธีการนำเสนอ : นำเสนอด้วยการจัดพิมพ์ลงใน http://blogger.com
แหล่งอ้างอิง : ท่านรองเจ้าอาวาสวัดจะทิ้งพระ
ความรู้สึกที่มีต่อการทำโครงงาน : การที่ได้ไปทำโครงงานนี้ เป็นอะไรที่ลำบากมาก เพราะระยะทางไกลพอสมควรเดินทางกันเป็นชั่วโมง พวกเราไปด้วยรถโดยสาร เมื่อไปถึงก็เที่ยงพอดีอากาศร้อนมาก แต่พอบ่ายๆฝนก็ฝนลงมาหนักมากเหมือนกัน ซึ่งเป็นทำงานที่ลำบากแต่พวกเราก็ทำงานชิ้นนี้จนสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี เพราะมีท่านรองเจ้าอาวาสวัดจะทิ้งพระ ได้ให้ข้อมูลของวัดจะทิ้งพระทั้งหมด ทำให้การทำงานง่ายขึ้น ค่ะ




